
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำเสนอบทวิเคราะห์เรื่อง “SME กับความผันผวนของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2553” โดยกล่าวว่า แม้จากการคาดการณ์อัตราเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะมีแนวโน้มของสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมา โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 นี้จะอยู่ที่ 7% ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 9.9% ในขณะที่เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนโดยรวมในปี 2553 จะมีอัตราเติบโตที่ 6.4% โดยประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2553 อย่างน้อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 6% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ในระดับ 7% ซึ่ง ปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้น มาจากการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว และจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศคู่ค้า
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 ถ้า ไม่นับรวมต่อเสถียรภาพทางการเมือง คือการผันผวนของเศรษฐกิจอันเป็นผลจากปัจจัยเศรษฐกิจและการลงทุนโลก โดยเฉพาะผลของวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งยากต่อการคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน
ผล วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปนี้เริ่มแสดงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินใน ภูมิภาคต่างๆ ผ่านความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินหลักของโลก หรือความผันผวนของราคาน้ำมันที่สะท้อนต่อความต้องการใช้พลังงานในกระบวนการ ผลิต
นอก จากนี้ วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจนว่าถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือ ไม่ โดยการดำเนินการของนานาประเทศต่อการแก้ปัญหานี้ ก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าสามารถขจัดปัญหา หรือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไปของเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่
แต่ ก็ถือว่า ยังเป็นโชคดีของประเทศไทยที่ประเทศในกลุ่มยุโรปไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทย จึงทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทยไม่มากเท่ากับประเทศอื่น ที่มีคู่ค้าหลักเป็นประเทศในกลุ่มที่มีปัญหา รวมถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจไทย
อย่าง ไรก็ตาม ผลจากเศรษฐกิจยุโรปซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆตามมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ตลาดอเมริกา ตลาดเอเชีย หรือตลาดอาเซียนที่เป็นคู่ค้าหลักของไทย เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาจากโครงสร้างภาคการผลิตเพื่อการส่งออก และภาคบริการซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ดังนั้นผลของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจึงขึ้นกับการเติบโตของสองภาคธุรกิจนี้
โดยในครึ่งหลังของปี 2553 แม้ว่าภาคการส่งออกและภาคบริการจะยังคงมีอัตราขยายตัว แต่จะเห็นได้ว่า เป็นอัตราการขยายตัวที่ลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2553 และ ยังมีปัจจัยอื่นซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวต่อระบบเศรษฐกิจไทย นอกเหนือจากต้นทุนพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตและบริการ ซึ่งจะเริ่มแสดงให้เห็นผลกระทบสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 เช่น ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย ที่คาดว่าภายในครึ่งปีหลังนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นประมาณ 0.75% เป็นอย่างน้อยจากเดิมที่ไม่มีการปรับขึ้นเลย
แม้การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้จะค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจจะทยอยขึ้นเป็นช่วงๆช่วงละประมาณ 0.25% โดย การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยถือว่า เป็นประโยชน์และความจำเป็นต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น อันเป็นการจูงใจต่อระบบการลงทุนด้วยการออมเงิน อันจะทำให้มีเงินสดคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย รวมถึงเป็นการสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อมิให้เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าอีกด้านหนึ่งก็จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ ต้องกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ทุนเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สูงขึ้น เพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.85%-1.0% ต่ออัตราดอกเบี้ย 0.25% ที่ปรับเพิ่ม และผลจากอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ว่าในปี 2553 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 3.5% ต่อ ปี ซึ่งจะส่งผลต่อปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตจากค่าแรงงาน หรือค่าวัตถุดิบที่มีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงสภาวะการแข่งขันในตลาดโลกและปัญหาด้านเศรษฐกิจ
ดัง นั้น จึงเป็นการยากที่ภาคธุรกิจจะปรับเพิ่มราคาขายสินค้าถ้าสินค้าที่ส่งออกมี ลักษณะการแข่งขันด้วยราคา หรือเป็นสินค้าพื้นฐานที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม และยังมีปัจจัยต่อเนื่องจากอัตราค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
เช่น สกุลดอลลาร์สหรัฐ ที่ในครึ่งปีหลังของปี 2553 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นซึ่งอาจไปถึงในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากในปัจจุบันอยู่ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 32.25 บาท อันจะทำให้ผลกำไรและความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงอัตราผลกำไรจากการประกอบการของผู้ประกอบการ ภาคการผลิตและบริการจากการขายสินค้าและบริการลดลงตามไปด้วย
จากสภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปี 2553 ซึ่งอาจมีความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเทียบเท่ากับผลจากความไม่สงบทางการเมืองใน ประเทศที่ผ่านมา โดยจากการคาดการณ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ SME ไทยในปี 2553 ที่จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ประมาณ 3.5% แต่ก็ยังเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตของ SME ยังน้อยกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศที่ตั้งเป้าหมายไว้ 6% ทั้งที่ธุรกิจ SME เป็นกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจไทย
ซึ่งถ้าผู้ประกอบการ SME มีการพัฒนาและการปรับตัวที่ถูกต้องย่อมส่งผลต่อการเติบโตที่มากกว่าประมาณการ 3.5% หรือการเติบโตโดยรวมของไทยมากกว่า 6% จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยผู้ประกอบการ SME ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและปรับตัวเพื่อรับมือต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังของปี 2553 ดังนี้
ภาคการผลิต
แม้ ในช่วงครึ่งปีแรกอัตราการขยายตัวของภาคการส่งออกเติบโตจากที่ประมาณการไว้ แต่การเติบโตดังกล่าวก็อาจจะกลายเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง เวลาที่ผ่านมา เนื่องจากอาจทำให้ไทยเผชิญปัญหาส่งออกหดตัวมากตามสภาวะเศรษฐกิจโลก เหมือนกับที่เคยมีปัญหาช่วงวิกฤติทางการเงินปี 2551-2552 และกลับฟื้นตัวได้ไม่นานช่วงกลางปี
แต่ จากภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นภาวะหนี้สาธารณะในยุโรปบางประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อปัญหาการคลังงบขาดดุลสูง จะทำให้ความต้องการซื้อจากตลาดยุโรปโดยรวมลดลง เนื่องจากมีความจำเป็นต้องดึงเงินเพื่อใช้พยุงระบบเศรษฐกิจ อันจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรปหดตัวลงซึ่งส่งผลต่อตลาด อื่นๆ
รวมถึงการแข่งขันจากผู้ผลิตสำคัญของโลกคือ จีน ที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจถึงในระดับ 10.5% ต่อ ปี ซึ่งพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจจีนมาจากภาคการผลิต ที่มีต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีต้นทุนในระดับต่ำ มากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตสำคัญอื่นซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย และการขยายตัวของภาคการส่งออกของไทยส่วนหนึ่งมาจากการระบาย Stock สินค้าเดิมที่ค้างอยู่ในระบบ
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ต้องให้ความสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 คือ การพัฒนาศักยภาพการบริหารต้นทุนการผลิต ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการปรับปรุงกระบวน การผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้า การพัฒนาทักษะความชำนาญบุคลากรและแรงงานด้านการผลิต การควบคุมและบริหารต้นทุนการผลิตและลดความสูญเสียที่เกิดขึ้น
เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งสำคัญทั้ง จีน และประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแม้ว่าผู้ประกอบการ SME ด้าน การผลิตจะได้เปรียบจากการที่สามารถซื้อสินค้าทุนหรือวัตถุดิบที่ราคาต่ำลง จากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็จะเสียเปรียบในการแข่งขันด้านราคาเพราะจะได้ราคาขายเมื่อแปลงกลับเป็น สกุลเงินบาทที่ลดลงเช่นกัน
แม้ การส่งออกจะขยายตัวขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความระมัดระวังด้านอัตราแลกเปลี่ยนเป็นพิเศษ โดยควรให้ความสำคัญกับการทำประกันอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น แต่ทว่าเมื่อเทียบกับความผันผวนของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2553 แล้ว ต้นทุนดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นที่ผู้ประกอบการ SME ต้องลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ภาคบริการ
ภาคบริการซึ่งเป็นปัจจัยหลักอีกด้านหนึ่งของการเติบโตเศรษฐกิจไทย แต่การเติบโตของภาคบริการกลับมีแนวโน้มที่ลดลง คือในปี 2553 มูลค่าเศรษฐกิจจากภาคบริการมีมูลค่าประมาณ 44% ของมูลค่า GDP โดยรวม โดยลดลงจากมูลค่าเศรษฐกิจเดิม ที่ภาคบริการในอดีตที่มีมูลค่าประมาณ 48%-50% ของมูลค่า GDP โดยรวม
การ ลดลงของภาคบริการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจไทย ที่ให้น้ำหนักไปสู่ด้านการผลิตเพื่อการส่งออก ในขณะที่ภาคบริการถือเป็นภาคธุรกิจที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับต่าง ประเทศ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มระบบสูงในระบบเศรษฐกิจ
ดัง นั้นภาคบริการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างศักยภาพเพื่อดึงดูดให้เกิด ตำแหน่งงาน และพัฒนาทักษะศักยภาพบุคลากรด้านการบริการให้สูงขึ้นโดยเฉพาะภาคการท่อง เที่ยว ซึ่งแม้ว่า อัตราจะลดลงจากปัจจัยความไม่สงบ และต้นทุนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่อาจเพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าประเทศไทยยังถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอยู่มาก
โดยคาดว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงสิ้นปี 2553 แต่ จากสภาวะเศรษฐกิจของยุโรปอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปมีจำนวนที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวจากจีนซึ่งมีอัตราการเพิ่มมากกว่า 40% ก็ถือเป็นตลาดใหม่สำหรับภาคบริการหรือภาคการท่องเที่ยวของไทยเช่นกัน
ภาคการค้า
ภาค การค้าถือเป็นภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคการผลิตและบริการ โดยผลกระทบจะมาจากกำลังซื้อของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อาจลดลงจาก สภาพเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 ภาค การนำเข้าจะมีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ในขณะที่ภาคการค้าเพื่อการส่งออกแม้ว่าอาจจะขยายตัว แต่ก็จะมีลักษณะเดียวกับภาคการผลิตที่ต้องให้ความสำคัญกับการทำประกันอัตรา แลกเปลี่ยนสกุลเงิน
รวมถึงในปัจจุบันที่การทำการค้าผ่านช่องทาง E-Commerce เป็น ที่ยอมรับและกำลังจะกลายเป็นช่องทางหลักของภาคธุรกิจการค้าในอนาคต ที่ผู้ซื้อสินค้าสามารถค้นหาสินค้าหรือแหล่งสินค้าที่ตรงกับความต้องการใน ราคาที่ต่ำที่สุดจากทุกมุมโลก ดังนั้นผู้ประกอบการ SME ภาคการค้าจึงมีความจำเป็นต้องศึกษารูปแบบเพื่อสร้างความเข้าใจการค้าแบบ E-Commerce ให้ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่เช่นในปัจจุบัน

