
มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตมาจากการสร้าง Trader ใหม่ ภายใต้โครงการ Intertrade ของกรม ส่งเสริมการส่งออก และถ้าจะกล่าวถึงความสำเร็จของโครงการนี้ บริษัท เศรษฐ์อินเตอร์เทรด จำกัด คงจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างนักธุรกิจผู้ ประกอบการส่งออกของโครงการนี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
บริษัท เศรษฐ์อินเตอร์เทรด ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เมื่อ สรกิจ มั่นผุปผชาติ อดีตนักการเงินมือดีที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการค้าการลงทุนก่อนผันตัวเองมา เป็นนักธุรกิจส่งออก ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทำให้เขามองเห็นแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจส่ง ออกของไทยที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ประกอบกับเห็นถึงปัญหาของผู้ประกอบการไทยว่า เก่งเรื่องการผลิตแต่ค้าไม่เป็น จึงเสียโอกาสด้านการค้าให้กับต่างประเทศ
สรกิจจึงมีแนวความคิดที่จะตั้งบริษัทเพื่อส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพ, แม้จะไม่ได้มีประสบการณ์ตรงด้านนี้มาก่อน แต่ความรู้ความเข้าใจในฐานะผู้บริหารด้านการเงิน และการเข้าร่วมกับโครงการ Intertrader ของกรมส่งเสริมการส่งออกที่รัฐบาลให้การสนับสนุน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
“ช่อง ว่างทางการตลาดที่เรามองเห็น จุดประกายให้ผมสนใจลองหันมาทำธุรกิจตรงนี้ ประกอบกับภาครัฐให้การสนับสนุน ผมก็ศึกษาว่าในต่างประเทศตลาดสนใจสินค้าประเภทไหน เราก็โฟกัสมาที่ของตกแต่งบ้าน แล้วผมก็ย้อนกลับมาดูว่าจุดแข็งของสินค้าไทยมีอะไรบ้าง ผ้า ไม้ เซรามิก เราก็เอาจุดแข็งของสินค้าไทยมาใส่ในงานดีไซน์ จึงเป็นของตกแต่งบ้านภายใต้แบรนด์ Pasha และ Sdtherdclay”
4 ปีกับตัวเลขการส่งออกของสินค้า 2 แบรนด์ ของบริษัทเศรษฐ์อินเตอร์เทรด ต้องบอกว่า สรกิจมองตลาดไม่พลาด สินค้าทั้ง 2 แบรนด์เขากำหนด position สินค้าไว้ชัดเจน
“ที่ผ่านมาสินค้าทั้ง 2 แบรนด์ของเรามีตลาดใหญ่อยู่ในยุโรปและเอเชีย Pasha จะเจาะตลาดพรีเมี่ยม ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่เป็นโรงแรมมีชื่อในตลาดยุโรป และเอเชีย ส่วน Sdthredclay เราวาง podition ไว้สำหรับกลุ่ม massและ วางคอนเซ็ปต์ชัดเจนว่าจะเป็นสินค้าที่เขาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เราจะใส่กิมมิคเล็ก ๆ ให้เป็นเอกลักษณ์ของเราเองและให้ลูกค้ารู้สึกว่าวันหนึ่งจะต้องใช้สินค้าเรา ในราคาที่เขารับได้”
สรกิจ ยอมรับการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันมีค่อนข้างสูงทั้งตลาดในและต่างประเทศ หากจุดเดียวที่เขายึดในการทำธุรกิจส่งออกคือ คู่แข่งของเขาไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่คู่แข่งเขาคือประชากรโลก ทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นยอมรับสินค้าของเขาต่างหาก แม้จะมีประสบการณ์ด้านการค้าการลงทุนมารมาก แต่สรกิจบอกว่า การค้าในยุคนี้การเดินทางเพียงลำพังอาจโดดเดี่ยวเกินไป
“เราต้องยอมรับว่า ไม่มีใครเก่งจริงในทุกเรื่อง นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้าร่วมโครงการ Intertrader เพราะ การค้าในยุคปัจจุบัน การมีเพื่อน มีคู่ค้า การแชร์ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การสนับสนุนของภาครัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การประสานงานของธุรกิจง่าย ขึ้น”
สรกิจเล่าว่า โครงการ Intertrader จะ ช่วยให้ผู้ประกอบการมีจุดเริ่มต้น เพราะเวทีโลกไม่ได้มีเฉพาะเรา ดังนั้น การที่โครงการมีเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล แนะนำ การเตรียมความพร้อม เรียกได้ว่าแทบจะทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งพร้อมที่จะเป็นผู้ ประกอบการส่งออก เป็นสิ่งดี ที่ผู้ประกอบการสามารถลดขั้นตอนการเสียเวลาเรียนถูกเรียนผิดด้วยตัวเอง
ถึง วันนี้แม้สินค้าทั้งสองแบรนด์จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และเขาประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจส่งออก แต่สรกิจมองว่าเป้นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น และการเติบโตของเศรษฐ์อินเตอร์เทรดจะต้องก้าวไปพร้อมกับชาวบ้านที่เป็นกำลัง สำคัญในการผลิต
“ต้อง ทราบก่อนว่าเราเป็นอินเตอร์เทรดเดอร์ไม่ใช่พ่อค้า หน้าที่เราไม่ไช่หาผู้ซื้อให้ได้แต่หน้าที่เราคือ เป็นผู้ขายให้กับผู้ซื้อ และเป็นผู้ซื้อให้กับผู้ขาย เราต้อง Present สิ่ง ที่เรามี ข้อมูลหรือความต้องการของตลาดที่เราได้มา ต้องถ่ายทอดให้ผู้ผลิตสามารถมองเห็นภาพและปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาด เราต้องทำหน้าที่คนกลางให้ดีที่สุด ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความมั่นใจ ที่สำคัญการทำธุรกิจแบบนี้จะเร่งไม่ได้ เราต้องทำแบบ step by step”
หากบริษัทเศรษฐ์อินเตอร์เทรด คือเมล็ดพันใหม่ที่กำลังงอกงาม โครงการ Intertrader พร้อมที่จะสร้างเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ให้เติบโตไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจไทยภายใต้โครงการ Intertrader

